apollo_asteroids_1_.jpg



วัตถุขนาดเล็กในระบบสุริยะ

ดาวเคราะห์น้อย
ระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัส มีวัตถุขนาดเล็กโคจรรอบดวงอาทิตย์มีขนาดต่าง ๆ กันวัตถุเหล่านี้ไม่กลมเหมือนดาวเคราะห์แต่คล้ายก้อนหิน เรียกว่าดาวเคราะห์น้อย(Minor planet)หรือแอสเตอรอยด์ (Asteroid) ส่วนใหญ่มีขนาด 1-10 กิโลเมตร นับจำนวนหลายหมื่นดวงดวงใหญ่ที่สุดคือ เซเรสเป็นดาวเคราะห์น้อยดวงแรกที่ค้นพบ (.. 1801) ขนาด 1,000กิโลเมตร
ต่อมาค้นพบดาวเคราะห์น้อยในบริเวณอื่น ๆ ด้วย เช่นที่วงโคจรใกล้กว่าโลก และที่มีวงโคจรไกลกว่าดาวพฤหัส มีดาวเคราะห์น้อยส่วนหนึ่งที่อยู่ไกลกว่าดาวเนปจูนในบริเวณดาวพลูโตนับเป็นแถบดาวเคราะห์น้อยชื่อแถบไคเปอร์ (Kuiper belt) นับว่าระบบสุริยะขยายอาณาเขตออกไปไกลกว่าดาวพลูโต เป็นไปได้ว่าที่ระยะทางระหว่างดาวอังคารกับดาวพฤหัสเป็นระยะที่เห็นดาวเคราะห์น้อยง่ายที่สุด
ดาวหาง
ดาวหาง (Comet ) เป็นก้อนแกสแข็งที่มีอนุภาคของแข็งปนอยู่โคจรรอบดวงอาทิาตย์เป็นรูปวงรีที่มีความรีมากกว่าดาวเคราะห์ หรือบางวงโคจรเป็นพาราโบลาซึ่งจะปรากฏให้เห็นครั้งเดียว ดาวหางแบ่งเป็น 3 ส่วนคือใจกลางหรือนิวเคลียส (Nucleus) หัว ( coma) และหาง (tail) ใจกลางเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของดาวหางแต่มีมวลมากที่สุด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 10 กิโลเมตรคล้ายจุดของแสง หัวเป็นส่วนที่ล้อมรอบนิวเคลียสขนาดใหญ่กว่า แต่ความหนาแน่นน้อยกว่า หัวมีลักษณะกลมเป็นดวงผ้าไม่มีขอบชัดเจน เป็นส่วนที่หลุดจากนิวเคลียส ขนาดของหัวเปลี่ยนแปลงตามระยะทางที่อยู่ไกลจากดวงอาทิตย์ มีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้น หางเป็นฝุ่นและไอออนมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเพราะเป็นชิ้นส่วนที่หลุดจากหัว หางมีทิศตรงข้ามกับดวงอาทิตย์เพราะถูกรังสีจากดวงอาทิตย์ผลัก
ดาวหางที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือ ดาวหางฮัลเลย์ซึ่งเป็นดาวหางดวงแรกที่ทราบว่ามีคาบหรือวงโคจรกลับมาได้หลายหน ชื่อนี้ตั้งเป็นเกียรติแก่ เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ผู้ทำนายเมื่อ ค.. 1682 ว่าดาวหางดวงนี้จะโคจรกลับมาหลายหน วงโคจรเป็นวงรีคาบ 75ปี พบครั้งแรกสุดเมื่อ 240 ปีก่อนคริสตศักราช เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ เป็นเพื่อนของนิวตันเป็นผู้เผยแพร่งานเขียนของนิวตัน นับเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีในวงงานวิทยาศาสตร์ ดาวหางดวงอื่นที่มีชื่อเสียง คือ ดาวหางเวสต์ ไฮยากุตาเกะ , เฮลบอพพ์ เป็นต้น
อุกกาบาต
มีวัตถุขนาดเล็กกว่าดาวเคราะห์น้อยจำนวนมากมายโคจรรอบดวงอาทิตย์ทั่วระบบสุริยะ ซึ่งเรียกว่าเมทีโอรอยด์ (Meteoroid) วัตถุเหล่านี้จะเห็นได้เมื่อผ่านบรรยากาศโลก เกิดการเสียดสีกับโมเลกุลอากาศทำให้วัตถุลุกเป็นไฟ เห็นเป็นทางยาวของแสงที่เรียกว่าอุกกาบาต(Meteor) ถ้าเหลือชิ้นส่วนตกบนพื้นโลกเรียกว่าลูกอุกกาบาต ( meteorite ) ที่ทำให้เกิดหลุมอุกกาบาต (crater)
ฝนอุกกาบาต (meteor shower) เป็นอีกชนิดหนึ่งของอุกกาบาต ที่เกิดจากชิ้นส่วนของดาวหางที่หลุดอยู่ตามวงทางโคจร เมื่อโลกเคลื่อนที่เข้าไปตัดวงโคจร อุกกาบาตเหล่านี้จะตกลงมาให้เห็นมากมายในช่องเวลาสั้นคล้ายน้ำจากฝักบัว หากต่อเส้นทางของอุกกาบาตกลับไป จะพบกันที่จุดหนึ่ง เรียกว่า เรเดียนท์ (Radiant)เรียกชื่อ ฝนอุกกาบาตตามตำแหน่งเรเดียนท์ที่ตรงกับกลุ่มดาว เช่น ถ้าเรเดียนท์อยู่ในกลุ่มดาวสิงห์ (Leo) เรียกอุกกาบาตว่า ลีโอนิดส์ (Leonids) เป็นต้น
ระบบสุริยะอื่น
ในระบบสุริยะของเรา นอกจากโลกแล้ว เราคาดหวังจะพบสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร ดาวบริวารของดาวพฤหัส คือ ยุโรปา และ คัลลิสโต ที่คาดว่ามีน้ำหรือของเหลวใต้เปลือกน้ำแข็ง
สิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะของเราจะต้องอยู่บนดาวเคราะห์หรือดาวบริวารที่โคจรล้อมรอบดาว ดาวเคราะห์หรือดาวบริวารต้องมีสภาพที่เอื้อต่อชีวิตคล้ายโลก เช่น อยู่ในระยะทางที่เหมาะสม ไม่ร้อนหรือเย็นเกินไป มีบรรยากาศ มีน้ำ ฯลฯ ปัจจุบันเราค้นพบระบบสุริยะอื่นมานานราว 40 ปี เช่น ระบบสุริยะของดาวเอปสิลอน อีริดานิ ดาว 51 ปีกาซัส , ดาวอัลเดบาแรน และดาวอัปสิลอน แอนโดรมิดา เป็นต้น ดาวเหล่านี้มีดาวเคราะห์โคจรรอบ แต่ยังไม่มีดาวดวงใดที่อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อชีวิต

ดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ใกล้โลกมากที่สุด เป็นเพียงดาวฤกษ์ธรรมดาดวงหนึ่งในเอกภพแต่มีความสำคัญต่อเรามากที่สุด ดวงอาทิตย์เป็นก้อนกาซที่มีความโน้มถ่วงที่ผิวมากกว่าโลก 28 เท่า เส้นผ่าศูนย์กลางของดวงอาทิตย์ประมาณ864,000 ไมล์ มีปริมาตรใหญ่กว่าโลก 1,300,000 เท่า แต่มีมวลมากกว่าโลกเพียง 330,000 เท่า แสดงว่าความหนาแน่นน้อยกว่าของโลกมาก ความหนาแน่นของดวงอาทิตย์แปรผกผันกับระยะทางจากใจกลางดวงอาทิตย์
ดวงอาทิตย์มีการหมุนรอบตัวเองไม่เหมือนวัตถุแข็งบริเวณพื้นผิวที่เส้นรุ้งต่างกันจะหมุนด้วยความเร็วต่างกัน เช่น ที่เส้นศูนย์สูตรหมุนครบ 1 รอบในเวลา 25 วัน ที่เส้นรุ้งที่ 40° เหนือ (หรือใต้) หมุนครบ 1 รอบ ในเวลา 27 วัน ที่ขั้วดวงอาทิตย์หมุนครบ 1 รอบในเวลา34 วัน มีเส้นศูนย์สูตร ทำมุม 7.25° กับสุริยวิถี ( อยู่ในระนาบทางโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ )
พื้นผิวของดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิประมาณ 6,000 องศาเซลเซียส ใจกลางดวงอาทิตย์มีอุณหภูมิราว 20,000,000 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นแหล่งสร้างพลังงาน พลังงานเกิดจากปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ (Thermonuclear Reaction) ที่มวลส่วนหนึ่งกลายเป็นพลังงานรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าออกจากดวงอาทิตย์ และยังมีอนุภาคไฟฟ้าออกจากดวงอาทิตย์ที่เรียกว่า ลมสุริยะ ( Solar wind ) ซึ่งมีมากขณะเกิดการลุกจ้าบนดวงอาทิตย์